รักษาโรตตา แสบตา คันตา เคืองตา ต้อต่างๆ
ต้อลม
ต้อลม (Pinguecula) เป็นโรคที่เกิดจากการถูกลมโกรกตาเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งลมในที่นี้จะหอบเอาฝุ่นละออง ไอความร้อน และรังสีอัลตราไวโอเลตติดมากระทบตาด้วย เมื่อเกิดติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ ก็จะเป็นผลทำให้เนื้อเยื่อที่ถูกกระทบเป็นก้อนนูนขึ้นมาบนเยื่อตาขาวใกล้ ๆ กับขอบตาดำ วันดีคืนดีก็อาจเกิดการอักเสบได้ และหากไม่ได้รับการป้องกันอย่างถูกต้องอาจมีการลุกลามขยายขนาดใหญ่ขึ้นกลายเป็นแผ่นเนื้อยื่นเข้ามาในบริเวณตาดำได้ เรียกว่า “ต้อเนื้อ” โรคนี้แม้จะไม่หายขาด แต่ก็ไม่มีอันตรายร้ายแรงอะไร จึงเบาใจได้สาเหตุของโรคต้อลม
ต้อลมเป็นการเสื่อมของเยื่อบุตาขาวที่พบได้บ่อย ไม่ใช่เนื้องอกหรือมะเร็ง สามารถพบเกิดได้กับแทบทุกคนที่มีความไวต่อมลภาวะหรือสิ่งแวดล้อมที่อาศัยอยู่ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับอาหารการกินแต่อย่างใด เพราะมีผู้ป่วยหลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นโรคนี้แล้วต้องงดการรับประทานอาหารบางอย่าง เช่น เนื้อวัว ของทะเล ปลาร้า ของหมักดอง เห็ดโคน ฯลฯ ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่สำหรับสาเหตุการเกิดที่แท้จริงยังไม่ทราบแน่ชัด แต่พบว่ามลภาวะเหล่านี้ที่ตากระทบอยู่เป็นเวลานานเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคนี้ ได้แก่
- ลม ลมในที่นี้หมายถึงลมที่พัดไปมาในอากาศรอบตัวเรานี่แหละครับที่พัดโกรกตาเราบ่อย ๆ โดยเฉพาะลมที่ค่อนข้างร้อนและแห้งแล้ง ในพื้นที่ที่แห้งแล้งกันดารหรือที่ราบสูง เช่น ในประเทศไทย ศรีลังกา ฟิลิปปินส์ เป็นต้น ส่วนลมที่มาจากพัดลมตั้งโต๊ะ พัดลมเพดาน หรือลมจากเครื่องปรับอากาศนั้นไม่ค่อยเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคต้อลมครับ
- ฝุ่น ควัน สารเคมี และมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่นละอองที่ปลิวอยู่ในอากาศ ฝุ่นจากพื้นถนนหรือจากพื้นที่แห้งแล้ง หรือฝุ่นควันจากท่อไอเสียรถที่เข้าตาบ่อย ๆ และมักจะมากับลมในข้อแรกเสมอ ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคต้อลมได้ โดยฝุ่นที่ลอยอยู่ในอากาศปกตินั้นจะไม่รุนแรงเท่าฝุ่นที่มีความเร็วจากลมหรือจากการที่เข้าไปสัมผัสฝุ่นด้วยเร็ว เช่น ขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านบริเวณที่มีฝุ่นมาก ๆ ถ้าสังเกตก็จะพบว่า ในประเทศที่พัฒนาแล้วจะพบคนเป็นโรคต้อลมน้อยมาก เพราะบ้านเขาจะไม่ค่อยมีฝุ่นตามท้องถนนเหมือนอย่างบ้านเรา ยิ่งในต่างจังหวัดด้วยแล้วแทบจะถือว่าฝุ่นจากถนนเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดเลยก็ว่าได้
- แสงแดด ในที่นี้หมายถึงแสงแดดที่ค่อนข้างรุนแรงที่มีรังสีอัลตราไวโอเลตอยู่ด้วย โดยเฉพาะในช่วงเวลาตั้งแต่ 9 โมงเช้าจนถึงบ่าย 3 โมงเย็น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้คนในประเทศเขตร้อนเป็นโรคต้อลม-ต้อเนื้อกันมาก
- ความร้อนหรือไอร้อนทั้งหลาย ได้แก่ ความร้อนจากแสงแดด ความร้อนจากเตาไฟ ความร้อนจากสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ที่เกิดจากอะไรก็ตาม ล้วนแต่มีผลทำให้เกิดโรคต้อลมได้ทั้งสิ้น แต่ที่สำคัญมากที่สุด คือ ความร้อนจากแสงแดด ซึ่งคนที่อยู่กลางแดดนานเป็นวัน ๆ เช่น ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน ชาวประมง คนงานก่อสร้าง นักกีฬากลางแจ้ง เป็นต้น ก็จะยิ่งมีโอกาสเป็นโรคต้อลมได้ง่าย
- โรคตาแห้ง เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่อาจทำให้เกิดโรคต้อลมได้
- ไม่ทราบสาเหตุ มีผู้ป่วยบางรายที่ไม่เคยสัมผัสกับสาเหตุดังกล่าวข้างต้นเลย คือ ไม่เคยทำงานกลางแจ้ง ไม่เคยขี่มอเตอร์ไซค์ ไม่เคยถูกฝุ่น นั่งทำงานอยู่ในห้องแอร์ตลอดทั้งวัน อายุเพียงยี่สิบต้น ๆ แต่ก็ยังเป็นโรคต้อลมได้ ซึ่งในผู้ป่วยกลุ่มนี้เราเชื่อว่ามีสาเหตุมาจากกรรมพันธุ์ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ปู่ย่าตาทวดที่เป็นโรคนี้เช่นเดียวกับโรคต้อเนื้อ
อาการของโรคต้อลม
ต้อลมจะมีลักษณะเป็นก้อนนูนเล็กน้อยสีเหลืองอ่อน (ขาวเหลือง) ขนาดประมาณเท่าหัวไม้ขีดไฟ ซึ่งจะพบอยู่บนเยื่อตาขาวใกล้ ๆ กับขอบตาดำบริเวณทางด้านหัวตาหรือหางตา โดยมากมักจะพบบริเวณทางด้านหัวตามากกว่าหางตา (เพราะส่วนของหัวตาเป็นส่วนที่มีโอกาสกระทบกับสาเหตุต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดโรคต้อลมได้นั่นเอง และจะไม่พบก้อนนูนสีเหลืองอ่อนของโรคนี้ที่บริเวณด้านบนหรือด้านล่างของขอบตาดำเป็นอันขาด) มีส่วนน้อยอาจพบที่หางตา โดยก้อนสีเหลืองอ่อนที่ว่านี้เมื่อนำมาตัดออกไปส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์จะเห็นเป็นชิ้นเนื้อเยื่อพังผืดยืดหยุ่น (Hyaline and Elastic tissue) เท่านั้น จึงทำให้มันสามารถขยายขนาดได้ถ้าถูกกระตุ้นด้วยสาเหตุที่กล่าวมาบ่อย ๆ (ต้อลมอาจเป็นกับตาเพียงตาเดียวและด้านเดียว คือ ด้านหัวตาหรือหาง แต่ผู้ป่วยบางรายก็เป็นต้อลมทั้งสองตา หรือเป็นทั้งด้านหัวตาและหางตา ซึ่งจะสังเกตได้ง่ายมากในตาของคนที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ที่จะเห็นเป็นก้อนนูนสีเหลืองอ่อนที่ขอบตาดำ ขนาดเล็ก ใหญ่ มากน้อยแตกต่างกันไป)ต้อเนื้อ
สาเหตุ
หลักฐานทางการแพทย์ระบุว่า เกิดจากดวงตาถูกรังสีอัลตราไวโอเลต (รังสียูวี) ในแสงแดดอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหลายปี ทำให้เซลล์เยื่อบุตาขาวสร้างสารประเภทโปรตีนและไขมันมากกว่าปกติ จนเกิดเป็นก้อนหรือแผ่นหนาบนเยื่อบุตาขาวข้างกระจกตาดำ เนื่องจากประเทศไทยมีแสงแดดจัดตลอดทั้งปี ดังนั้น จึงพบผู้ที่เป็นต้อลมได้บ่อยมากอาการ
ผู้ป่วยอาจไม่มีอาการใดๆ แต่ถ้ามีอาการต้อลมอักเสบ ตาจะแดงช้ำในบริเวณรอบต้อ และรู้สึกระคายเคืองเหมือนมีผงเข้าตา ทั้งนี้ ต้อลมและต้อเนื้อ ไม่ใช่เนื้อร้ายหรือมะเร็ง แต่จะทำให้ตาเกิดการอักเสบได้มากกว่าปกติ ควรป้องกันไม่ให้ต้อลมอักเสบบ่อย เพราะจะทำให้กลายเป็นต้อเนื้อที่มีเนื้อเยื่อลามเข้าไปบังที่จุดศูนย์กลางของกระจกตาดำ ทำให้ตามัวลงจนมองเห็นไม่ชัดต้อกระจก
ต้อกระจก (Cataract) เป็นภาวะที่แก้วตาภายในลูกตาเสื่อมลงจนมีลักษณะขุ่นขาวจากปกติที่มีลักษณะโปร่งใสเหมือนกระจก เมื่อแก้วตาขุ่นขาวก็จะมีลักษณะทึบแสง ทำให้บดบังแสงที่จะผ่านเข้าไปในตา แสงจึงส่งผ่านเข้าสู่ลูกตาไปรวมตัวที่จอประสาทตาหรือเรตินาได้ไม่เต็มที่ ทำให้เกิดอาการสายตาฝ้าฟางหรือสายตามัวคล้ายหมอกบัง
หมายเหตุ : แก้วตา หรือ เลนส์ตา (Lens) เป็นเลนส์นูนใสที่อยู่หลังม่านตา มีลักษณะเหมือนเลนส์นูนทั่วไปทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งด้านหน้าจะแบนกว่าด้านหลัง มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 9 มิลลิเมตร และมีความหนาประมาณ 5 มิลลิเมตร
แก้วตามีหน้าที่ร่วมกับกระจกตาในการหักเหแสงจากวัตถุให้ตกโฟกัสที่จอประสาทตา (Retina) จึงทำให้เกิดการมองเห็น อีกทั้งแก้วตายังสามารถเปลี่ยนกำลังการหักเหได้ด้วยตัวเองเพื่อให้สามารถโฟกัสภาพในระยะต่าง ๆ ได้ชัดขึ้น ทำให้มองเห็นได้ชัดทั้งในระยะไกลและระยะใกล้ ด้วยความสำคัญนี้เอง ธรรมชาติจึงสร้างแก้วตาให้มาอยู่ในที่ที่ปลอดภัย โดยอยู่ตรงใจกลางของดวงตาเพื่อไม่ให้ได้รับอันตรายได้โดยง่าย
แก้วตามีหน้าที่ร่วมกับกระจกตาในการหักเหแสงจากวัตถุให้ตกโฟกัสที่จอประสาทตา (Retina) จึงทำให้เกิดการมองเห็น อีกทั้งแก้วตายังสามารถเปลี่ยนกำลังการหักเหได้ด้วยตัวเองเพื่อให้สามารถโฟกัสภาพในระยะต่าง ๆ ได้ชัดขึ้น ทำให้มองเห็นได้ชัดทั้งในระยะไกลและระยะใกล้ ด้วยความสำคัญนี้เอง ธรรมชาติจึงสร้างแก้วตาให้มาอยู่ในที่ที่ปลอดภัย โดยอยู่ตรงใจกลางของดวงตาเพื่อไม่ให้ได้รับอันตรายได้โดยง่าย
สาเหตุของต้อกระจก
ส่วนใหญ่แล้วประมาณ 80% ต้อกระจกจะเกิดจากภาวะเสื่อมตามวัยหรือจากวัยชรา โดยผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไปจะเป็นต้อกระจกกันแทบทุกราย แต่อาจจะเป็นมากหรือน้อยแตกต่างกันไป เรียกว่า "ต้อกระจกในผู้สูงอายุ" (Senile cataract) และในส่วนน้อยอีกประมาณ 20% อาจเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ที่ไม่ใช่จากวัยชรา เช่น- เป็นต้อกระจกมาแต่กำเนิด ได้แก่ ต้อกระจกในเด็กทารกที่เกิดจากแม่ซึ่งเป็นหัดเยอรมันในช่วงระยะ 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์, ต้อกระจกในเด็กที่มีภาวะทุพโภชนาการหรือขาดอาหาร และต้อกระจกแต่กำเนิดชนิดกรรมพันธุ์ที่ไม่ทราบสาเหตุ
- เกิดจากการได้รับบาดเจ็บหรือกระทบกระเทือนที่ตาอย่างแรง (โดยเฉพาะในวัยรุ่นหรือวัยหนุ่มสาว) เช่น การเล่นกีฬาบางประเภท อาทิ โดนลูกเทนนิสพุ่งเข้าตา โดนลูกขนไก่, การประกอบอาชีพเกี่ยวกับการเชื่อมโลหะโดยไม่ได้ใส่อุปกรณ์ป้องกันดวงตา, การเกิดอุบัติเหตุถูกของมีคมทิ่มแทง เช่น อุบัติเหตุทางรถยนต์แล้วถูกกระจกทิ่มแทงในตา หรือมีเศษเหล็กกระเด็นเข้าตาในโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งอาการเหล่านี้ แม้ว่าจะให้การรักษาอุบัติเหตุระยะต้นถูกต้องแล้วก็ตาม แต่อาจเป็นต้อกระจกได้ในอีก 2-3 ปีต่อมา
- โรคประจำตัวในวัยกลางคน เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ต่อมไทรอยด์ผิดปกติ โรคผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ โรคขาดสารอาหาร ก็มักจะเกิดต้อกระจกก่อนวัยได้
- เกิดจากความผิดปกติของตาหรือเป็นโรคเกี่ยวกับตา เช่น ต้อหิน ม่านตาอักเสบ ตาติดเชื้อ
- เกิดจากการใช้ยาบางชนิด เช่น การใช้ยาลดความอ้วนบางชนิด
- เกิดจากการถูกรังสีที่บริเวณตาเป็นเวลานาน (เช่น ในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งที่เบ้าตาและรักษาด้วยรังสีบ่อย ๆ) หรือถูกแสงแดดหรือแสงอัลตราไวโอเลตเป็นเวลานาน ๆ ก็อาจทำให้เกิดต้อกระจกได้เช่นกัน
- เกิดจากการสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอล์จัด อาจทำให้เกิดต้อกระจกได้เร็วกว่าปกติ
อาการของต้อกระจก
ผู้ป่วยจะรู้สึกว่าตาค่อย ๆ มัวลงเรื่อย ๆ อย่างช้า ๆ โดยไม่มีอาการเจ็บปวดหรือตาแดงแต่อย่างใด ในระยะเริ่มแรกจะรู้สึกว่ามีอาการตามัวเหมือนมีหมอกบัง มองเห็นในที่มืดชัดกว่าที่สว่าง หรือถูกแสงสว่างจะรู้สึกว่าตาพร่ามัว สู้แสงไม่ได้ หรือเห็นภาพซ้อน (เพราะแก้วตามักจะขุ่นขาวเฉพาะบริเวณตรงกลาง เมื่อมองในที่มืดรูม่านตาจะขยายและเปิดทางให้แสงผ่านเข้าแก้วตาส่วนรอบนอกที่ยังใสอยู่ได้เป็นปกติ จึงทำให้เห็นภาพได้ชัดในที่มืด แต่ถ้ามองในที่สว่างรูม่านตาจะหดแคบลง จึงทำให้แสงสว่างผ่านเฉพาะแก้วตาบริเวณตรงกลางที่ขุ่นขาว จึงทำให้พร่ามัว)
ต้อหิน
สาเหตุ
ความผิดปกติของความดันภายในลูกตา เป็นสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดภาวะต้อหิน ดวงตาของเรานั้น จะมีส่วนที่เรียกว่า ช่องด้านหน้าของลูกตา ซึ่งมีตำแหน่งอยู่ด้านหลังกระจกตา แต่อยู่ด้านหน้าม่านตา ภายในช่องนี้จะมีของเหลวที่เรียกว่า Aqueous humor บรรจุอยู่ ของเหลวนี้จะทำหน้าที่นำออกซิเจนและสารอาหารที่จำเป็นไปหล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อบริเวณใกล้เคียง ซึ่งอัตราการสร้างของเหลวนี้จะสมดุลพอดีกับอัตราการไหลออกจากลูกตา ดวงตาจึงมีระดับความดันภายในลูกตาที่เป็นปกติแต่ในสภาวะที่เป็นต้อหิน ของเหลวนี้จะไหลออกจากลูกตาผ่านช่องด้านหน้าของลูกตาด้วยอัตราที่ลดน้อยลง จึงเกิดการคั่งของของเหลวภายในลูกตา จนทำให้ระดับความดันภายในลูกตาเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างช้าๆ ถ้าความดันลูกตายังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ความดันภายในลูกตานี้จะไปกดประสาทตา ทำให้เลือดมาเลี้ยงประสาทตาได้ไม่ดีเท่าที่ควร เป็นผลให้ประสาทตาเสื่อม ฝ่อตัวลง ขั้วประสาทตาถูกทำลาย สายตาจะมัวลงจนถึงขึ้นสูญเสียการมองเห็นได้ในที่สุด
ทั้งนี้ ตาจะมีอาการแข็งเหมือนกับหิน จากความดันภายในลูกตาที่สูงขึ้น ทางการแพทย์จึงเรียกว่า "ต้อหิน"
ปัจจัยความเสี่ยงที่จะทำให้เป็นต้อหิน
- ผู้ที่มีอายุ 60 ปี ขึ้นไป แต่อาจพบได้ในคนที่มีอายุต่ำกว่านี้ (แต่อย่างไรก็ตาม ต้อหินเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ไม่ใช่เพียงอายุเท่านั้น)- ผู้ที่มีประวัติในครอบครัวเป็นต้อหิน จะได้รับการถ่ายทอดโครงสร้างตาทางพันธุกรรมที่เอื้อต่อการเกิดต้อหินได้
- ผู้ที่มีสายตาสั้นมาก พบว่าจะมีขนาดลูกตาใหญ่ จอประสาทตาบาง มีโอกาสเสี่ยงที่ความดันตาจะไปกดประสาทตาให้เสื่อมเร็วขึ้นได้มากกว่าคนสายตาปกติ
- ผู้ที่มีสายตายาวมาก พบว่าจะมีขนาดลูกตาเล็ก มีช่องด้านหน้าลูกตาแคบและมุมตาแคบ ทำให้มีโอกาสเสี่ยงเป็นต้อหินได้ง่าย กว่าคนสายตาปกติ
- ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้ที่มีความผิดปกติของระบบไหลเวียนโลหิต เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดตีบ พบว่าอุบัติการเกิดต้อหินจะเร็วกว่าคนที่มีสุขภาพดี
- คนผิวสี (คนผิวเหลือง ผิวคล้ำ ผิวดำ) ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป จะมีโอกาสเกิดต้อหินสูงเป็น 5 เท่าของคนผิวขาว มีอาการรุนแรงและมีโอกาสสูญเสียการมองเห็นได้มากกว่าคนผิวขาวถึง 4 เท่า และในช่วงอายุ 45 - 64 ปี คนผิวสีที่เป็นต้อหิน จะมีโอกาสสูญเสียการมองเห็นมากกว่าคนผิวขาวถึง 15 เท่า
- ผู้ที่ถูกกระทบกระเทือนทางตา
- ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโครงสร้างของลูกตา เช่น แก้วตาเล็ก หรือ มีความผิดปกติทางตาอื่นๆ
อาการ
1. สูญเสียลานสายตาของการมองเห็น (Field of Viewing) เช่น เห็นแสงแคบลง ไม่เห็นด้านข้าง หรือถ้าปิดตาดูทีละข้างอาจมีจุดบอดเป็นบางส่วน2. ตามัวลง เกิดขึ้นเมื่อโรคต้อหินเป็นมากแล้ว
3. ในที่มีแสงสลัวจะมองเห็นวัตถุได้ไม่ชัดเหมือนเดิม
4. เห็นรุ้งรอบๆดวงไฟ
5. กรณีที่เป็นต้อหินชนิดเฉียบพลัน จะคลื่นไส้ อาเจียน และปวดศีรษะมาก และตามัวลงอย่างรวดเร็ว
กดที่ภาพสุขภาพ10 ระบบเพื่อดูรายละเอียด
ผู้เชียวชาญเฉพาะทางแนะนำ
จิมบาน่า ซีตรัง ฟื้นฟู ดูแล ดวงตา เหมาะสำหรับท่านที่มีปัญหาดวงตา● ดวงตาไม่แข็งแรง แพ้แสง แสบตา
● คันตาระคายเคืองตา น้ำตาไหล
● มองไม่ค่อยชัด พร่ามัว มองเห็นหมอกๆ
● มักมีอาการตาแห้งเจ็บตา
● ผู้ที่มีอาการเมื่อยล้าจาการใช้สายตาทำงานหนัก
● ผู้ที่มีอาการระคายเคืองจากการใช้เลนส์สัมผัส
● ผู้สูงอายุที่ดวงตาไม่แข็งแรง พร่ามัว มองไม่ชัด
จิมบาน่าซีตรัง นวัฒกรรมอาหารเสริมที่เหมาะสำหรับการปกป้อง ฟื้นฟู แก้ไขดูแลดวงตาของท่านด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ100% ไม่มีผลข้างเคียง มาดูแลและปกป้องดวงตาของคุณด้วย "จิมบาน่า ซีตรัง" กันเถอะ
สนใจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญได้ 065-096-4419




















































ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น