ดีท็อก 5 ระบบร่างกายที่ดีที่สุด
เคยสงสัยกันไหมว่า เรา ดีท็อกซ์ลำไส้ กันไปทำไม? แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ทำตามกระแส แต่เพื่อสุขภาพของตัวเราเอง ด้วยวีถีชีวิตของเราทุกวันนี้กินแต่อาหารสมัยใหม่ที่เป็นแป้งขัดขาว น้ำตาล เนื้อสัตว์ ไขมัน เมื่อผ่านการย่อยจะไม่เหลือเป็นกากอาหารเพียงพอให้ถูกขับออกจากร่างกายโดยง่าย สิ่งที่เหลือหลังการย่อยจะอยู่ในสภาพเหนียวหนับ เมื่อผ่านจากลำไส้เล็กเข้าสู่ลำไส้ใหญ่ กากอาหารที่เหนียวหนับดังกล่าวจะเคลื่อนผ่านลำไส้ใหญ่ด้วยความลำบาก และมักเกาะเป็นตะกรันบนผนังลำไส้ใหญ่ บวกกับเซลล์เก่าๆ ของผนังลำไส้ที่เกิดจากการผลัดเปลี่ยนตามธรรมชาติ จะกลายเป็นแหล่งอาหารอย่างดีของแบคทีเรียชนิดเลว เมื่อแบคทีเรียย่อยสลายทั้งกากอาหารและเซลล์ผนังลำไส้ที่หลุดลอกตายไป ก็จะเกิดการบูดเน่าขึ้นในลำไส้ ผลที่เกิดจากการนี้ก็คือ ก๊าซที่มีกลิ่นเหม็น และ “สารพิษ”
จะมีสักกี่คนทราบบ้างว่า การขับถ่ายตามธรรมชาตินั้นคราบตะกรันที่เกาะบนผนังลำไส้ใหญ่มิได้ถูกขับออกมาจนหมดเกลี้ยง หากยังคงมีเหลืออยู่ และเมื่อคราบตะกรันเหล่านี้ค้างอยู่นานวันก็จะพอกตัวหนาและแข็งขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นด่านปิดกั้นการดูดซึมสารอาหารจำพวกวิตามินและเกลือแร่กลับคืนสู่ร่างกาย นอกจากนั้นคราบตะกรันที่พอกหนาขึ้นๆ เหล่านี้ จะทำให้ช่องในหลอดลำไส้ใหญ่แคบลงๆ ช่องทางให้กากอาหารผ่านไปได้จึงเหลือน้อยลง ไม่เพียงเท่านั้นกล้ามเนื้อของผนังลำไส้ยังบีบไล่กากอาหารไม่ได้ตามปกติ รวมถึงกีดขวางมิให้ผนังลำไส้ขับสารหล่อลื่นออกมาจนเกิดความแห้งฝืดขึ้นภายใน เมื่ออุจจาระถูกขัดขวางจนเคลื่อนตัวได้ไม่สะดวกจึงคั่งค้างหมักหมมอยู่ภายในลำไส้ เป็นจุดเริ่มต้นของโรคคนเมืองอย่าง “อาการท้องผูก” เมื่อถ่ายยาก ถ่ายไม่ออก นานวันเข้าก็กลายเป็นท้องผูกเรื้อรัง คงไม่มีใครปฏิเสธว่าอาการท้องผูกนั้นสร้างความหงุดหงิดรำคาญใจให้คนเราอย่างมาก ทั้งความอึดอัดไม่สบายในช่องท้อง การต้องเบ่งอุจจาระที่แข็งมากๆ จนบางทีครูดให้เกิดแผล ไปจนถึงริดสีดวงทวาร
นอกจากนั้นคราบตะกรันและกากอาหารในลำไส้ใหญ่ที่คั่งค้างอยู่อาจจะส่งผลให้โครงสร้างหรือขนาดของลำไส้ใหญ่เกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากรูปทรงปกติได้ เช่น มีลักษณะโป่งพองออก หรืออาจตีบแคบจนกากอาหารผ่านไปได้ยาก หรือถ้ามีแรงดันภายในโพรงลำไส้สูงขึ้นก็อาจดันผนังลำไส้ใหญ่จนปูดโป่งเป็นติ่งเป็นถุง ที่เรียกว่า ไดเวอร์ติคูลา (Diverticula) ถ้ามีอุจจาระไปค้างอยู่ในโพรงถุงเหล่านี้ อาจเกิดการติดเชื้อและอักเสบรุนแรงได้
ที่ซ้ำร้ายกว่านั้นก็เรื่องของ “สารพิษ” สารพิษที่สะสมภายในลำไส้จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและเป็นต้นตอของอาการผิดปกติหลายอย่างในร่างกาย ถ้าคุณหมั่นสังเกตร่างกายตนเองอยู่เสมอ ก็อาจตรวจพบอาการเตือนเบื้องต้นที่เกิดจากการสะสมสารพิษในร่างกาย เช่น มีกลิ่นตัว ลมหายใจมีกลิ่น สมองไม่แจ่มใส การขับถ่ายไม่ปกติ ซึมเศร้า หงุดหงิด อ่อนเพลีย อึดอัดไม่สบายตัว หรืออาการแพ้ต่างๆ อาทิ ลมพิษ จามและไอ เป็นต้น อาการแสดงซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของการสะสมสารพิษในร่างกายดังกล่าว คนส่วนใหญ่มักละเลยไม่เอาใจใส่เพราะเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ถ้าร่างกายสะสมสารพิษต่อไปเรื่อยๆ ก็อาจก่อให้เกิดอาการผิดปกติตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงโรคร้ายแรงต่างๆ ได้ อาทิ
- ปากแห้ง ปากเปื่อย ลมหายใจและกลิ่นตัวรุนแรงขึ้น
- ปวดศีรษะ คลื่นเหียน อาเจียน เวียนศีรษะ และมีไข้ต่ำๆ ตลอดเวลา
- เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ
- ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอ ผายลมบ่อยๆ
- ปวดท้อง ท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นประจำ
- ท้องผูกเรื้อรัง ถ่ายยาก ถ่ายไม่ออก
- ริดสีดวงทวารภายนอก หรือภายใน
- เป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง มีผื่นคันขึ้นตามตัว เป็นแผล และเป็นฝีบ่อยๆ
- ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดตามข้อและกระดูก รูมาตอยด์
- โรคมะเร็งลำไส้ มะเร็งตับ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง เป็นต้น
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินเป็นทางหนึ่งที่ช่วย ล้างพิษ และฟื้นฟูสุขภาพลำไส้ใหญ่ของเราได้ แต่คราบตะกรันที่เกาะคั่งค้างเป็นเวลานานนั้นไม่ง่ายเลยที่จะขจัดออก จึงจำเป็นที่เราจะต้องพึ่งพาวิธีที่มีประสิทธิภาพอย่าง ดีท็อกซ์ เพื่อล้างคราบตะกรันที่เกาะผนังลำไส้ และช่วย ล้างพิษ ที่สะสมในลำไส้ออกไป

























ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น