ต้อลม ต้อเนื้อ ต้อกระจก ต้อหิน แพ้แสง แสบตา คันตา






กดที่ภาพสุขภาพ10 ระบบเพื่อดูรายละเอียด

ต้อลม

ต้อลม (Pinguecula) เป็นโรคที่เกิดจากการถูกลมโกรกตาเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งลมในที่นี้จะหอบเอาฝุ่นละออง ไอความร้อน และรังสีอัลตราไวโอเลตติดมากระทบตาด้วย เมื่อเกิดติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ ก็จะเป็นผลทำให้เนื้อเยื่อที่ถูกกระทบเป็นก้อนนูนขึ้นมาบนเยื่อตาขาวใกล้ ๆ กับขอบตาดำ วันดีคืนดีก็อาจเกิดการอักเสบได้ และหากไม่ได้รับการป้องกันอย่างถูกต้องอาจมีการลุกลามขยายขนาดใหญ่ขึ้นกลายเป็นแผ่นเนื้อยื่นเข้ามาในบริเวณตาดำได้ เรียกว่า “ต้อเนื้อ” โรคนี้แม้จะไม่หายขาด แต่ก็ไม่มีอันตรายร้ายแรงอะไร จึงเบาใจได้

อาการของโรคต้อลม

ต้อลมจะมีลักษณะเป็นก้อนนูนเล็กน้อยสีเหลืองอ่อน (ขาวเหลือง) ขนาดประมาณเท่าหัวไม้ขีดไฟ ซึ่งจะพบอยู่บนเยื่อตาขาวใกล้ ๆ กับขอบตาดำบริเวณทางด้านหัวตาหรือหางตา โดยมากมักจะพบบริเวณทางด้านหัวตามากกว่าหางตา (เพราะส่วนของหัวตาเป็นส่วนที่มีโอกาสกระทบกับสาเหตุต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดโรคต้อลมได้นั่นเอง และจะไม่พบก้อนนูนสีเหลืองอ่อนของโรคนี้ที่บริเวณด้านบนหรือด้านล่างของขอบตาดำเป็นอันขาด) มีส่วนน้อยอาจพบที่หางตา โดยก้อนสีเหลืองอ่อนที่ว่านี้เมื่อนำมาตัดออกไปส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์จะเห็นเป็นชิ้นเนื้อเยื่อพังผืดยืดหยุ่น (Hyaline and Elastic tissue) เท่านั้น จึงทำให้มันสามารถขยายขนาดได้ถ้าถูกกระตุ้นด้วยสาเหตุที่กล่าวมาบ่อย ๆ (ต้อลมอาจเป็นกับตาเพียงตาเดียวและด้านเดียว คือ ด้านหัวตาหรือหาง แต่ผู้ป่วยบางรายก็เป็นต้อลมทั้งสองตา หรือเป็นทั้งด้านหัวตาและหางตา ซึ่งจะสังเกตได้ง่ายมากในตาของคนที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ที่จะเห็นเป็นก้อนนูนสีเหลืองอ่อนที่ขอบตาดำ ขนาดเล็ก ใหญ่ มากน้อยแตกต่างกันไป)




ต้อเนื้อ


ต้อเนื้อ (ตาลิ้นหมา) เป็นต้อลมที่ขยายตัวใหญ่และหนาขึ้น จนลามเข้าไปในกระจกตาดำ มีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมซึ่งมีฐานอยู่ที่ตาขาว และยอดแหลมยื่นเข้าไปในกระจกตาดำ อาจเกิดได้ทั้งด้านหัวตาและหางตา แต่มักพบได้บ่อยบริเวณด้านหัวตา

อาการ

ผู้ป่วยอาจไม่มีอาการใดๆ แต่ถ้ามีอาการต้อลมอักเสบ ตาจะแดงช้ำในบริเวณรอบต้อ และรู้สึกระคายเคืองเหมือนมีผงเข้าตา ทั้งนี้ ต้อลมและต้อเนื้อ ไม่ใช่เนื้อร้ายหรือมะเร็ง แต่จะทำให้ตาเกิดการอักเสบได้มากกว่าปกติ ควรป้องกันไม่ให้ต้อลมอักเสบบ่อย เพราะจะทำให้กลายเป็นต้อเนื้อที่มีเนื้อเยื่อลามเข้าไปบังที่จุดศูนย์กลางของกระจกตาดำ ทำให้ตามัวลงจนมองเห็นไม่ชัด

ต้อกระจก

ต้อกระจก (Cataract) เป็นภาวะที่แก้วตาภายในลูกตาเสื่อมลงจนมีลักษณะขุ่นขาวจากปกติที่มีลักษณะโปร่งใสเหมือนกระจก เมื่อแก้วตาขุ่นขาวก็จะมีลักษณะทึบแสง ทำให้บดบังแสงที่จะผ่านเข้าไปในตา แสงจึงส่งผ่านเข้าสู่ลูกตาไปรวมตัวที่จอประสาทตาหรือเรตินาได้ไม่เต็มที่ ทำให้เกิดอาการสายตาฝ้าฟางหรือสายตามัวคล้ายหมอกบัง
หมายเหตุ : แก้วตา หรือ เลนส์ตา (Lens) เป็นเลนส์นูนใสที่อยู่หลังม่านตา มีลักษณะเหมือนเลนส์นูนทั่วไปทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งด้านหน้าจะแบนกว่าด้านหลัง มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 9 มิลลิเมตร และมีความหนาประมาณ 5 มิลลิเมตร

แก้วตามีหน้าที่ร่วมกับกระจกตาในการหักเหแสงจากวัตถุให้ตกโฟกัสที่จอประสาทตา (Retina) จึงทำให้เกิดการมองเห็น อีกทั้งแก้วตายังสามารถเปลี่ยนกำลังการหักเหได้ด้วยตัวเองเพื่อให้สามารถโฟกัสภาพในระยะต่าง ๆ ได้ชัดขึ้น ทำให้มองเห็นได้ชัดทั้งในระยะไกลและระยะใกล้ ด้วยความสำคัญนี้เอง ธรรมชาติจึงสร้างแก้วตาให้มาอยู่ในที่ที่ปลอดภัย โดยอยู่ตรงใจกลางของดวงตาเพื่อไม่ให้ได้รับอันตรายได้โดยง่าย

อาการของต้อกระจก

ผู้ป่วยจะรู้สึกว่าตาค่อย ๆ มัวลงเรื่อย ๆ อย่างช้า ๆ โดยไม่มีอาการเจ็บปวดหรือตาแดงแต่อย่างใด ในระยะเริ่มแรกจะรู้สึกว่ามีอาการตามัวเหมือนมีหมอกบัง มองเห็นในที่มืดชัดกว่าที่สว่าง หรือถูกแสงสว่างจะรู้สึกว่าตาพร่ามัว สู้แสงไม่ได้ หรือเห็นภาพซ้อน (เพราะแก้วตามักจะขุ่นขาวเฉพาะบริเวณตรงกลาง เมื่อมองในที่มืดรูม่านตาจะขยายและเปิดทางให้แสงผ่านเข้าแก้วตาส่วนรอบนอกที่ยังใสอยู่ได้เป็นปกติ จึงทำให้เห็นภาพได้ชัดในที่มืด แต่ถ้ามองในที่สว่างรูม่านตาจะหดแคบลง จึงทำให้แสงสว่างผ่านเฉพาะแก้วตาบริเวณตรงกลางที่ขุ่นขาว จึงทำให้พร่ามัว)

ต้อหิน


ต้อหิน เป็นโรคทางตาที่ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่มีอันตรายถึงขั้นทำให้ดวงตาสูญเสียการมองเห็นได้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะไม่ทราบว่าตนเองป่วยเป็นโรคนี้ โดยเฉพาะในระยะแรกของโรค แต่เมื่อทราบก็มักจะสูญเสียการมองเห็นไปมากแล้ว ทั้งนี้ ต้อหินสามารถเกิดกับตาได้ทั้งสองข้าง จากความผิดปกติของความดันภายในลูกตาที่ค่อยๆเพิ่มสูงขึ้น จนทำลายประสาทตาและสูญเสียการมองเห็นในที่สุด และสาเหตุส่วนหนึ่งก็มาจากการได้รับการถ่ายทอดโครงสร้างตาทางพันธุกรรมที่เอื้อต่อการเกิดต้อหินได้เช่นกัน ต้อหินที่พบได้บ่อย มักเป็นต้อหินชนิดมุมเปิด (Primary open-angle glaucoma)

สาเหตุ

ความผิดปกติของความดันภายในลูกตา เป็นสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดภาวะต้อหิน ดวงตาของเรานั้น จะมีส่วนที่เรียกว่า ช่องด้านหน้าของลูกตา (Anterior chamber) ซึ่งมีตำแหน่งอยู่ด้านหลังกระจกตา แต่อยู่ด้านหน้าม่านตา ภายในช่องนี้จะมีของเหลวที่เรียกว่า Aqueous humor บรรจุอยู่ ของเหลวนี้จะทำหน้าที่นำออกซิเจนและสารอาหารที่จำเป็นไปหล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อบริเวณใกล้เคียง ซึ่งอัตราการสร้างของเหลวนี้จะสมดุลพอดีกับอัตราการไหลออกจากลูกตา ดวงตาจึงมีระดับความดันภายในลูกตาที่เป็นปกติ
แต่ในสภาวะที่เป็นต้อหิน ของเหลวนี้จะไหลออกจากลูกตาผ่านช่องด้านหน้าของลูกตาด้วยอัตราที่ลดน้อยลง จึงเกิดการคั่งของของเหลวภายในลูกตา จนทำให้ระดับความดันภายในลูกตาเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างช้าๆ ถ้าความดันลูกตายังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ความดันภายในลูกตานี้จะไปกดประสาทตา ทำให้เลือดมาเลี้ยงประสาทตาได้ไม่ดีเท่าที่ควร เป็นผลให้ประสาทตาเสื่อม ฝ่อตัวลง ขั้วประสาทตาถูกทำลาย สายตาจะมัวลงจนถึงขึ้นสูญเสียการมองเห็นได้ในที่สุด
ทั้งนี้ ตาจะมีอาการแข็งเหมือนกับหิน จากความดันภายในลูกตาที่สูงขึ้น ทางการแพทย์จึงเรียกว่า "ต้อหิน"

อาการ

1. สูญเสียลานสายตาของการมองเห็น (Field of Viewing) เช่น เห็นแสงแคบลง ไม่เห็นด้านข้าง หรือถ้าปิดตาดูทีละข้างอาจมีจุดบอดเป็นบางส่วน
2. ตามัวลง เกิดขึ้นเมื่อโรคต้อหินเป็นมากแล้ว
3. ในที่มีแสงสลัวจะมองเห็นวัตถุได้ไม่ชัดเหมือนเดิม
4. เห็นรุ้งรอบๆดวงไฟ
5. กรณีที่เป็นต้อหินชนิดเฉียบพลัน จะคลื่นไส้ อาเจียน และปวดศีรษะมาก และตามัวลงอย่างรวดเร็ว














โรคเกี่ยวกับตา... ที่ไม่ควรมองข้าม
  • ต้อกระจก ...
  • ต้อหิน ...
  • ภาวะตาแห้ง ...
  • ม่านตาอักเสบ ...
  • โรคตาในเด็ก ...
  • ศัลยกรรมจักษุตกแต่งและเสริมสร้าง ...
  • ภาวะสายตาผิดปกติ ...






ต้อกระจก
ต้อกระจก เป็นโรคที่เกิดจากเลนส์แก้วตาเสื่อมสภาพจนมีความขุ่นมัวเกิดขึ้น ทำให้บดบังแสงที่จะผ่านเข้าไปในตา แสงจึงส่งผ่านไปยังประสาทตาไม่เต็มที่ ทำให้การมองเห็นไม่ชัดเจนหรือมีอาการตามัวได้ การรักษาต้อกระจกทำได้โดยการผ่าตัดนำเลนส์แก้วตาที่ขุ่นออกแล้วใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าไปแทนที่ ปัจจุบันการผ่าตัดต้อกระจกสามารถแก้ไขสายตาไปด้วยพร้อมกัน โดยเลือกฝังเลนส์แก้วตาเทียมเพื่อแก้ไขสายตาสั้น ยาว เอียง ในเวลาเดียวกันได้

ต้อหิน
ต้อหินเป็นกลุ่มโรคที่มีการเสื่อมของขั้วประสาทตา ส่งผลให้เกิดการสูญเสียการมองเห็น และเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะตาบอดที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเกิดต้อหิน ได้แก่ ความดันตาที่สูง ส่วนการรักษาโรคต้อหิน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยาหยอดตา การทำเลเซอร์ หรือการผ่าตัด จะเป็นการประคับประคองเพื่อให้ประสาทตาไม่ถูกทำลายมากขึ้นและเพื่อคงการมองเห็นที่มีอยู่ให้นานที่สุด เนื่องจากโรคต้อหินเส้นประสาทตาจะถูกทำลายอย่างถาวร ทั้งนี้การรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของโรค

ภาวะตาแห้ง
เป็นภาวะที่พบได้บ่อยและพบได้ในทุกเพศทุกวัย สาเหตุเกิดจากระบบต่อมน้ำตาและต่อมไขมันบริเวณขอบตาทำงานผิดปกติ มีการอุดตันและอักเสบ ทำให้มีปริมาณน้ำตาไม่เพียงพอหรือมีการระเหยของน้ำตาที่มากเกินไป ส่งผลให้เกิดอาการไม่สบายตา เช่น เคืองตา แสบตา ตาแห้ง เป็นต้น และถ้าปล่อยทิ้งไว้ในระยะยาวโดยไม่รักษา จะทำให้อาการเคืองตารุนแรงยิ่งขึ้น จนอาจเกิดการอักเสบและการดึงรั้งของเปลือกตาทำให้ขนตาลงมาทิ่มตา ซึ่งหากเกิดการระคายเคืองจนกระจกตาเป็นแผล อาจต้องทำการผ่าตัดแก้ไขในที่สุด ซึ่งการรักษาทำได้หลายวิธี เช่น การใช้น้ำตาเทียม การใช้ยาหยอดตากลุ่มสเตียรอยด์ การนวดและทำความสะอาดเปลือกตา

ม่านตาอักเสบ
ม่านตาอักเสบ คือภาวะที่มีการอักเสบของเนื้อเยื่อส่วนกลาง (Uvea) ภายในลูกตา ซึ่งเนื้อเยื่อส่วนนี้จะมีเส้นเลือดเป็นส่วนประกอบมากมาย สามารถทำให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี อาการคือ ตาแดง สู้แสงไม่ได้ เห็นจุดลอยไปมามากขึ้น โดยผู้ที่มีภาวะเสี่ยง ได้แก่ ผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตัวเอง เช่นโรคพุ่มพวง หรือ SLE โรคกระดูกสันหลังอักเสบ (Ankylosing spondylitis) โรคผิวหนังแข็ง(Scleroderma) และผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นต้น











ต้อลม
ต้อลม (Pinguecula) เป็นโรคที่เกิดจากการถูกลมโกรกตาเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งลมในที่นี้จะหอบเอาฝุ่นละออง ไอความร้อน และรังสีอัลตราไวโอเลตติดมากระทบตาด้วย เมื่อเกิดติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ ก็จะเป็นผลทำให้เนื้อเยื่อที่ถูกกระทบเป็นก้อนนูนขึ้นมาบนเยื่อตาขาวใกล้ ๆ กับขอบตาดำ วันดีคืนดีก็อาจเกิดการอักเสบได้ และหากไม่ได้รับการป้องกันอย่างถูกต้องอาจมีการลุกลามขยายขนาดใหญ่ขึ้นกลายเป็นแผ่นเนื้อยื่นเข้ามาในบริเวณตาดำได้ เรียกว่า “ต้อเนื้อ” โรคนี้แม้จะไม่หายขาด แต่ก็ไม่มีอันตรายร้ายแรงอะไร จึงเบาใจได้

ต้อลมเป็นโรคที่พบได้บ่อยจนเกือบจะเรียกว่าเป็นโรคประจำตาของคนที่ค่อนข้างมีอายุ และแทบจะไม่พบโรคนี้เลยในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 10 ปี บางคนจึงเรียกโรคนี้ว่า “โรคตากร้านลม กร้านแดด” เนื่องจากเป็นโรคที่มักเกิดในคนที่ผ่านโลกมายาวนานพอสมควร มิฉะนั้นคงไม่ “กร้าน” เป็นแน่
สาเหตุของโรคต้อลม
ต้อลมเป็นการเสื่อมของเยื่อบุตาขาวที่พบได้บ่อย ไม่ใช่เนื้องอกหรือมะเร็ง สามารถพบเกิดได้กับแทบทุกคนที่มีความไวต่อมลภาวะหรือสิ่งแวดล้อมที่อาศัยอยู่ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับอาหารการกินแต่อย่างใด เพราะมีผู้ป่วยหลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นโรคนี้แล้วต้องงดการรับประทานอาหารบางอย่าง เช่น เนื้อวัว ของทะเล ปลาร้า ของหมักดอง เห็ดโคน ฯลฯ

AY Finnix เอวาย ฟินนิกส์ เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาดวงตา ดังนี้

1. ผู้ที่มีอกรสายตสั้นเทียม สายตายว ตบอดสี ตาพร่มัว
2. ผู้ที่ใส่คอนเทคเลนล์เป็นประจำ
3. ผู้ที่ใส่แว่นสายตามาเป็นเวลานาน
4. ผู้ที่มีปัญหตาแท้ง จากการใส่ คอนแทคเลนส์ บิ๊กอายหรือทำเลสิค
5. ผู้ที่มีจอตาเปลี่ยนสภาพจากโรคเบาหวานขึ้นตา
6. ผู้ที่ทำงานอยู่กับหน้าจอคอม 5-8 ชม.ต่อวัน
7. ผู้ที่โดนแฟลชถ่ายรูปบ่อยๆขับรถ หรืออยู่ที่มีแสงจ้ากระพริบบ่อยๆ
8. ผู้ที่ทำงานผลัดกลางคืนมาเป็นระยะเวลานาน
9. ผู้ที่ขับรถเป็นเวลานนๆ เช่น คนขับแท็กซี่ คนขับรถบรรทุก
10. ผู้สูงอายุที่มีสายตาฝ้าฟาง
11. ผู้ที่ดวงตสู้แสงไม่ค่อยได้มีอาการน้ำตาไหล
12. ผู้ที่มีความดันในลูกตาสูง
13. ผู้ที่มองในเวลากลางคืนได้ไม่ดี
14. บุคคลที่เป็น โรคว้นในตาเสื่อม
15. ผู้ที่เป็นต้อหิน ต้อกระจก ตอเนื้อ ต้อลม
16. ผู้ที่มีอาการจอประสาทตาเริ่มเสื่อม เห็นภาพไม่ชัดเจนตาพร่ามัว
17. ผู้ที่ดวงตสายตปกติ เพื่อบำรุงสุขภาพ ดวงตาและยืดระยะวลาการเสื่อมของดวงตา
18. ป้องกันเซลล์ลูกตาและต้านอนุมูลอิสระ
19. ป้องกันโรคการรับสีของแสงผิดเพี้ยน


สารสกัดจากแอปเบิ้ล Apple Extract
> ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต้อกระจุก
> ช่วยเรื่องการล้างสารพิษ สุดยอดผลไม้
> ที่ช่วยในเรื่องสุขภาพอย่างแท้จริง

สารสกัดโคจิเบอร์ร Goji Berry Extract
> ช่วยบำรุงลายตา และป้องกันแสงสีน้ำเงิน
> ที่ทำลายดวงตาช่วย ผู้มีอาการ ตอลม ตาพร่า
> ตามัวให้คืนสู่สภาพปกติและลดคอเลสเตอรอลโดยการดูดซึมที่ลำไส้

สารสกัดมัลเบอร์ร Mulberry Extract
> ซีแซนทีนที่อยู่ในมัลเบอร์รี เป็นสารสำคัญ
> ที่ส่งผลโดยตรงต่อ สุขภาพดวงตา โดยสารนี้จะเข้าไปลดภาวะออกชิดชั้นที่เกิดขึ้นในดวงตา
> ป้องกันการเกิดจอประสาทตาเสื่อมอีกทั้งสาร
> ต้านอนุมูลอิสระในมัลเบอร์รีก็ยังช่วยให้ดวงตาใส

สารสกัดไมตาเกะ Maitake Extract
> ช่วยบำรุงสายตา ลดอาการเมื่อยล้า
> ของสายตจากการใช้คอมพิวเตอร์
> และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระได้ดีเยี่ยม

CLA Conjugated linoleic acid
> สามารถย่อยสลายไขมันให้ออกมาเป็นพลังงาน
> ได้มากขึ้นจึง นิยมรับประทานควบคู่กับโปรแกรม
> การออกกำลังกายซึ่งเป็นอีกทางหนึ่งที่มีผลในการช่วยดึงไขมันให้สลายตัวออกมามากขึ้น

ลูทีน  Lutein 
> ต่อต้านสารอนุมูลอิสระ ในจุดของดวงตา โดยเฉพาะพื้นที่ของเรตินาที่เกี่ยวกับการรับภาพ
> ซึ่งจะช่วยในการดูดซับแสงสีน้ำเงิน ในแถบสีการมองเห็นและช่วยปกป้อง การทำลายของคลื่นสั้นที่มีต่อเยื่อนผิวเรติน และช่วยสร้งสารต้านอนุมูลอิสระในการป้องกันเยื่อแก้วตา

ชิงค์ อะมิโน แอชิด คีเรต zinc amino acid chelate
> ป้องกันไม่ให้ตาบอดและบำรุงสายตาใน
> ผู้สูงอายุการสูญเสียการมองเห็น
> ในผู้สูงอายุช่วยคงสภาพการรับรู้รส กลิ่น และสายตา การมองเห็น) โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ

สารสกัดเปลือกสน Pine Bark Extract
> บำรุงสายตาป้องกันจอประสาทตาเสื่อมและ
> ลดความเสี่ยง การเกิดโรคต้อกระจุกและ
> บำรุงสมองเพิ่มความจำป้องกันและลดความเสี่ยง การเกิดโรคสมองเสื่อม

วิตามินอี Vitamin E
> มีบทบบาทสำคัญในการป้องกันโรคตา จากการวิจัยพบว่าการขาด
ทำให้จอรับภาพของดวงตาเสื่อมได้

วิตามินเอ Vitamin A
ช่วยในการสร้งสารที่ใช้ในการมองเห็น หากขาดจะทำให้ มองเห็นได้ยากในเวลากลางคืนหรือในที่แสงสว่างน้อยและทำให้เยื่อบตาแทั้ง กระจกตาเป็น




ปัญหาสายตา....กับการมองเห็น

      วิถีชีวิตยุคหม่ ที่มีทั้งแท็บเลต, สมาร์ทโฟน ฯลฯ ส่งผลให้มีปัญหาทางสายตาเร็วขึ้นกว่าที่ควรจะเป็นจากสถิติ โดยฉสี่ยอายุ 40 ปีขึ้นไป ถึงมีปัญหสายต (ยกเว้นกรรมพันธุกลายเป็นว่าสมัยนี้เร็วขึ้นแถมมีแนวโน้มสั้นและเอียงขึ้นเรื่อยๆหากไม่ได้รับการแก้ไข โดยถูกต้อง ซึ่งวิธีการที่นิยมคือคาตัดแว่นสายตา และสวมใส่คอนแทคเลนส

จากสถิติคนทั่วไปใช้ดวงตา ขั้นต่ำ 10 ชั่วโมงต่อวัน
1 ปี ใช้งานดวงตาไป 3,650 ชั่วโมง 
10 ปี ใช้งานดวงตาไป 36,500 ชั่วโมง 
20 ปี ใช้งานดวงตาไป 73,000 ชั่วโมง 
30 ปี ใช้งานดวงตาไป 109,500 ชั่วโมง 
40 ปี ใช้งานดวงตาไป 146,000 ชั่วโมง 

หลอดไฟเปลี่ยนได้เมื่อหมดอายุ .....แต่ดวงตา ต้องใช้จนกว่าเรา....จะสิ้นอายุขัย
ถึงเวลาดูแลดวงตาของคุณ แล้วหรือยัง....
ตัวอย่างผู้ใช้จริงแล้วเห็นผลกดดูวีดีโอ













ผู้เชียวชาญเฉพาะทางแนะนำ

จิมบาน่า ซีตรัง ฟื้นฟู ดูแล ดวงตา เหมาะสำหรับท่านที่มีปัญหาดวงตา
                                 ● ดวงตาไม่แข็งแรง แพ้แสง แสบตา
                                 ● คันตาระคายเคืองตา น้ำตาไหล
                                 ● มองไม่ค่อยชัด พร่ามัว มองเห็นหมอกๆ
                                 ● มักมีอาการตาแห้งเจ็บตา
                                 ● ผู้ที่มีอาการเมื่อยล้าจาการใช้สายตาทำงานหนัก
                                 ● ผู้ที่มีอาการระคายเคืองจากการใช้เลนส์สัมผัส
                                 ● ผู้สูงอายุที่ดวงตาไม่แข็งแรง พร่ามัว มองไม่ชัด

จิมบาน่าซีตรัง นวัฒกรรมอาหารเสริมที่เหมาะสำหรับการปกป้อง ฟื้นฟู แก้ไขดูแลดวงตาของท่านด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ100% ไม่มีผลข้างเคียง มาดูแลและปกป้องดวงตาของคุณด้วย "จิมบาน่า ซีตรัง" กันเถอะ



































ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

การสร้างรายได้เพิ่มอีก 1 ช่องทางแนวใหม่

ไขมันในเลือดสูง อันตรายถึงชีวิตทำอย่างไรให้ปลอดภัย